เมื่อการสูญเสียไม่ได้มีแค่ความเศร้า: เข้าใจ ‘ความกลัว’ และ ‘ความวิตกกังวล’ ที่ซ่อนอยู่
อาทิตย์ที่ผ่านมา ฉันเพิ่งสูญเสียคุณน้า (อาอี๊) ไปในวัย 70 กว่าปี แม้ในช่วงวางดอกไม้จันทน์และมองหีบศพในเตาเผา ฉันไม่ได้รู้สึกเศร้าโศกมากนัก แต่ฉันรู้ดีว่าความจริงที่น่ากลัวมักจะเริ่มต้นขึ้นหลังจากงานศพจบลง
คืนหนึ่งหลังเสร็จงานแล้ว ฉันเริ่มคิดถึงการตายของอาอี๊ สุดท้ายสิ่งที่ฉันกลัวก็เกิดขึ้นจริง ๆ บางทีเราทุกคนล้วนกลัวตาย ฉันคิดวนเวียนว่า “ไม่น่าเลย ไม่น่าจะเป็นแบบนี้” แม้ฉันจะรู้ ในหัวว่า “ฉันทำดีที่สุดแล้ว” และบางทีฉันไม่จำเป็นต้องมีคำตอบและเหตุผลสำหรับสิ่งที่เกิดขึ้น บางที… ชีวิตก็เป็นเช่นนี้เอง
เขียนบันทึก รับรู้ถึงความคิดและความรู้สึกของตัวเอง
ฉันใช้เวลาหยุดพักสักครู่ นึกถึงอาทิตย์ที่ผ่านมานับจากได้ข่าวร้าย
หน้ากระดาษ เป็นพื้นที่ปลอดภัยให้ฉันได้เล่าเรื่อง เขียนเพื่อระบายความรู้สึก ความคิดต่าง ๆ ที่อัดแน่นอยู่ในใจออกมา
ฉันไม่ได้รู้สึกเศร้ามากนัก แต่ในหัวเต็มไปด้วยความคิด ความทรงเกี่ยวกับน้าของฉัน
แต่ฉันรู้สึกหนัก ๆ อึดอัดที่หน้าอก แต่ไม่รู้ว่าคืออะไร
ฉันบอกตัวเองว่าฉันอนุญาตให้ร่างกายได้ “ย่อย” หรือ “process” ความรู้สึกจากการสูญเสียครั้งนี้ ทั้งที่ฉันรู้หรือไม่รู้ เพราะ “THE BODY KEEPS THE SCORE” เพราะร่างกายของเราจดจำและเก็บความรู้สึกเหล่านั้นไว้เหมือนฝันร้ายในร่างกาย แม้เราจะจำไม่ได้
นั่งเป็นเพื่อน อยู่กับความรู้สึก
เปิดพื้นที่ให้ความรู้สึกนั้นอยู่ตรงนั้น
รับรู้ด้วยใจเป็นกลางและอ่อนโยน
ฉันนั่งอยู่กับความรู้สึก แน่น ๆ หนัก ๆ อึดอัดที่หน้าอก
ไม่จำเป็นต้องต่อต้าน ผลักไส คิดหาวิธีกำจัดความรู้สึกนั้น
ไม่จำเป็นต้องเข้าใจ
เพียงรับรู้ว่า “นี่คือสิ่งที่ฉันกำลังรู้สึกอยู่ในตอนนี้”
ร่างกายเราจดจำและเก็บอะไรไว้มากกว่าที่เราจำได้
สักพักหนึ่งฉันเห็นภาพงานศพอาก๋งและโลงศพไม้แบบคนจีน ตอนนั้นฉันน่าจะอยู่ ป. 5 เป็นครั้งแรกที่เด็กน้อยอย่างฉันรู้จักกับความตาย การสูญเสีย จำได้ว่าอาก๋งจากไปตั้งแต่ยังไม่แก่ด้วยโรคเบาหวาน
ฉันจำได้แต่ว่าแม่ฉันร้องไห้หนักมาก และช่วงเคลื่อนโลงศพไปสุสานก็ชุลมุนวุ่นวาย เสียงร่ำไห้ และอีกหลายพิธีที่ฉันจำไม่ได้ แต่น้องฝาแฝดบอกว่าเธอกลัวมาก และฉันก็คงกลัวมากด้วยเช่นกัน
สักพักฉันเห็นภาพตัวเองวิ่งเล่นที่บ้านอาก๋ง ฉันรู้สึกคิดถึงอาก๋งขึ้นมา แม้ฉันจะอยู่คนละจังหวัดกับอาก๋ง แต่ทุกปิดเทอมฉันจะไปอยู้บ้านอาก๋งอาม่า และชอบแกล้งอาก๋ง แต่อาก๋งใจดี ไม่ถือสา มีโวยวายพวกเราบ้าง แต่ก็ด้วยความเอ็นดู
เป็นครั้งแรก หลังเสียอาก๋งไปเกือบ 50 ปี ที่ฉันรับรู้ถึงความกลัวของเด็กน้อย และความคิดถึง
จากนั้นฉันเห็นภาพงานศพของอาโกวหรือป้าของฉัน ตอนนั้นฉันน่าจะโตขึ้น อยู่มัธยมปลาย เช่นกัน ภาพโลงศพ และพิธีเคลื่อนโลงศพ จำได้ว่าฝนตกทั้งวันทั้งคืนตลอด 7 วันของงานศพ
แล้วฉันก็เห็นภาพศพอาแป๊ะแก่ ๆ ที่อยู่คนเดียว ลอยน้ำขึ้นอืด ตอนเล่นที่ท่าเรือแถวบ้านในวัยเด็ก และเด็กแถวบ้านที่จมน้ำตาย เป็นเพียงภาพแวบ ๆ ในหัวที่มืดตื้อของฉันในตอนนั้น
จากที่รู้สึกหนัก ๆ อึดอัดที่หน้าอก ฉันรู้สึกได้ว่าคอ บ่า ไหล่ หัว ฉันตึง เกร็ง ขมวดตัวมาก คล้ายกับทุกครั้งที่ฉันเครียด แต่ว่ามากกว่านั้นมาก
กล้ามเนื้อฉันตึง เกร็ง จากความกลัวที่เกิดขึ้นเกี่ยวกับความตาย และเหตุการณ์เหล่านั้นกลายเป็นฝันร้ายในร่างกาย ที่ร่างกายของฉันยังจดจำและถูกแช่แข็งไว้
เมื่อฉันรับรู้ อยู่กับความรู้สึกที่ร่างกาย และหายใจเข้าออกยาว ๆ และอนุญาตให้ความรู้สึกนั้นได้ย่อยสลายและ เคลื่อนผ่านฉันไปเหมือนเมฆดำที่เคลื่อนผ่านท้องฟ้า คอ บ่า ไหล่ที่ตึงเกร็งค่อย ๆ คลายลง และความอึดอัด หนัก ๆ ที่หน้าอกก็เริ่มหายไป
จิ๊กซอว์ที่หายไป: ความวิตกกังวลหลังการสูญเสีย
ฉันนึกถึงหนังสือ ANXIETY: THE MISSING PIECE OF GRIEF เขียนโดย Clair Bidwell Smith เธอเป็นผู้เชี่ยวชาญด้าน Grief หรือ ความเศร้าโศกเสียใจจากการสูญเสีย ฉันได้อ่านหนังสือเล่มนี้ในช่วงโควิดที่อยู่ ๆ อาการแพนิคของฉันกลับมาอย่างรุนแรง
ความวิตกกังวลเป็นจิ๊กซอว์ที่หายไปของความโศกเศร้า การสูญเสียและการตายของคนในครอบครัวไม่ได้แค่ทำให้เรารู้สึกเศร้าโศก เสียใจ แต่ยังส่งผลให้เรากลัว วิตกกังวลถึงความตาย การเจ็บป่วยของตัวเอง รวมทั้งความไม่แน่นอนของชีวิต ซึ่งมักทำให้สมองและร่างกายรู้สึกว่า “อยู่ในอันตราย”
ฉันเริ่มปะติดปะต่อจิ๊กซอว์และพบว่า “ฝันร้ายในร่างกาย” ของฉันเริ่มต้นมานานแล้ว ตั้งแต่ตอน ป.5 ที่อาก๋งตาย ในตอนนั้น กลไกการป้องกันตัวของเด็กน้อยอย่างฉันคือการ “แช่แข็ง” (Freeze Response) ฉันไม่แสดงอารมณ์ ไม่ร้องไห้ แต่เก็บกดความกลัวนั้นไว้ในร่างกาย ความกลัวเหล่านั้นอัดแน่นอยู่ในร่างกายฉันเหมือน “หม้ออัดความดัน” และแสดงออกมาเป็นอาการทางร่างกาย เช่น แน่นหน้าอก เวียนศีรษะ และกล้ามเนื้อตึงเกร็งทุกครั้งที่มีเหตุการณ์มากระตุ้น
การสูญเสีย ความตาย และผลกระทบต่อจิตใจและร่างกาย
การตายของคนที่เรารักและคนใกล้ชิดในครอบครัว มักส่งผลกระทบต่อจิตใจและร่างกาย ทำให้เรากลัวตาย กลัวเจ็บป่วย กลัวว่าจะเกิดอะไรขึ้นกับเรา และคนที่เรารัก และเด็ก ๆ เองก็รู้สึกกลัว และเป็นเรื่องที่น่ากลัวมาก ๆ กับเด็ก ๆ และเราไม่เคยถูกสอนว่าจะรับมือกับความรู้สึกเหล่านั้นอย่างไร
มิน่าละ ความรู้สึกนั้นอัดแน่นอยู่ข้างใน ฉันรู้สึกได้ถึงความหนักอึ้งที่หน้าอก ลำคอเหมือนมีก้อนแข็ง ๆ หัวตื้อ ๆ คิดอะไรไม่ออก มึนเวียน บางทีก็รู้สึกที่ท้อง เหมือนคลื่นไส้ อยากอาเจียน รู้สึกหวิว ๆ เหมือนจะเป็นลม เป็นแพทเทิร์นการตอบสนองต่อความกลัวของฉันตั้งแต่เด็ก และส่งผลให้ฉันเป็นโรควิตกกังวลและแพนิคในเวลาต่อมา
ช่วงเวลาสั้น ๆ เพื่อการเยียวยา: Guided Somatic Meditation
หากคุณกำลังเผชิญกับการสูญเสียหรือความวิตกกังวล ฉันขอเชิญชวนให้คุณหยุดพักสักครู่ และมาเริ่มฝึกรับรู้ความรู้สึกทางกายและทางใจของเรากันในแบบ Somatic Therapy
ตั้งหลัก พาใจกลับมาอยู่กับปัจจุบัน (Grounding): นั่งหรือนอนในท่าที่สบาย รับรู้ว่าร่างกายของคุณกำลังถูกรองรับด้วยพื้นที่คุณนั่งหรือนอนอยู่
หายใจเข้าและหายใจออกทางปากช้า ๆ ยาว
สำรวจความรู้สึกทางกาย (Body Awareness): ค่อย ๆ สำรวจร่างกาย ตั้งแต่บริเวณศีรษะ ไล่ลงมาจนถึงปลายเท้า สังเกตดูว่ามีความรู้สึกตรงไหนที่เด่นชัดขึ้นมา? อาจเป็นความหนักอึดอัดที่หน้าอก ตึงที่บ่า มวนท้อง หรือ มึนงงในหัว ให้คุณ “รู้สึกถึงบริเวณนั้น”
อนุญาตและรับรู้ (Permission to Feel): อยู่กับความรู้สึกด้วยใจที่เป็นกลางและอ่อนโยน บอกตัวเองว่า “นี่คือสิ่งที่ฉันกำลังรู้สึกอยู่ในตอนนี้”
ไม่ต้องพยายามสู้ ไม่ต้องต่อต้าน หรือผลักไส
ไม่ต้องแก้ไข ไม่ต้องเข้าใจ หรือผูกเข้ากับเรื่องราวใด
อยู่กับความรู้สึกทางกายนั้นต่อไป
ไม่จำเป็นต้องปลอบ หรือพยายามผ่อนคลาย
ไม่จำเป็นต้องทำอะไร
เพียงแค่รับรู้และรู้สึกอย่างที่เป็นอยู่
หากความคิดของคุณเริ่มอธิบาย ตัดสิน หรือนึกถึงเรื่องราวต่าง ๆ
ไม่ต้องหงุดหงิดหรือตำหนิตัวเอง
ค่อย ๆ กลับมารับรู้ ความรู้สึกทางกายที่เกิดขึ้นจริง ๆ อย่างอ่อนโยน
ปล่อยให้ความรู้สึกเคลื่อนผ่าน: หายใจเข้าช้า ๆ แล้วหายใจออกทางปากยาว ๆ ขณะที่คุณจดจ่ออยู่กับความรู้สึกนั้น
อยู่กับความรู้สึกทางกายนั้น ทีละลมหายใจเข้าออก
บอกกับตัวเองว่า“แม้ความรู้สึกนั้นอาจจะรู้สึกแย่มาก แต่มันไม่ได้เป็นอันตราย”
ความรู้สึกต่าง ๆ มักจะเกิดขึ้นแล้วผ่านไป คล้ายคลื่นที่ก่อตัว ค่อย ๆ สูงขึ้น แรงขึ้น แล้วม้วนตัวสลายตัวไป คลื่นอารมณ์และความรู้สึกทางกายก็เช่นกัน จะเกิดขึ้น แล้วค่อย ๆ สลายตัวไปเอง เมื่อเรา ไม่ สู้ หนี พยายามเก็บ กดไว้ หรือกำจัด แค่เพียงรับรู้ รู้สึก เหมือนคุณนั่งมองคลื่นในทะเล มองเมฆบนท้องฟ้า
กลับคืนสู่ปัจจุบัน: เมื่อรู้สึกว่าความรู้สึกนั้นค่อย ๆ คลายตัวลง กลับมารับรู้ถึงร่างกายของคุณอีกครั้ง ค่อย ๆ ขยับมือ แขน และขาทีละส่วน
ขอบคุณตัวเองที่อยู่เคียงข้างตัวเองในวันนี้ ที่อยู่เป็นเพื่อนกับตัวเอง และความรู้สึกของตัวเองอย่างอ่อนโยน
หากคุณเพิ่งเริ่มฝึกครั้งแรก มันอาจจะรู้สึกว่ายาก ไม่เป็นไร เป็นเรื่องปกติ เมื่อฝึกฝนไปเรื่อย ๆ คุณจะเริ่มสังเกตว่าความรู้สึกต่าง ๆ มักจะเกิดขึ้น แล้วก็ผ่านไปค่อนข้างรวดเร็ว
การฝึก Somatic Therapy แบบนี้ช่วยลดความกลัว ความวิตกกังวลที่ฉันมีต่ออาการวิตกกังวล หรือแพนิค รวมทั้งความวิตกกังวลเกี่ยวกับสุขภาพหรือการเจ็บป่วย ที่เรียกว่า Health Anxiety หรือ Hypochondria
แล้วพบกันใหม่ในเส้นทางแห่งการเยียวยาหัวใจและตัวเองอีกครั้ง
ด้วยรักและห่วงใย